ภูมิแพ้

ภูมิแพ้

เอาชนะ ภูมิแพ้ ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม !

คำถามยอดฮิตที่คนส่วนใหญ่มักสงสัยเกี่ยวกับโรค ‘ภูมิแพ้’ ว่าทำไมถึงเป็นโรคภูมิแพ้? มันเกิดจากอะไร? เเล้วทำไมเป็นเเล้วถึงไม่หายสักที เรามาทำความเข้าใจโรคนี้ให้มากขึ้นกันดีกว่า ปัจจุบันสถิติผู้ป่วยภูมิแพ้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักๆเกิดจากสภาพเเวดล้อมที่เต็มไปด้วย มลพิษ ฝุ่นละออง อากาศที่แปรปวน เเละประเด็นสำคัญคือปัจจัยทางพันธุกรรม ซึ่งโรคภูมิแพ้ (Allergy) เกิดจากการตอบสนองของร่างกายที่ไวผิดปกติ ต่อสิ่งกระตุ้น หรือ สารก่อภูมิแพ้ต่างๆ โดยธรรมชาติของโรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อ เเต่เป็นโรคที่มีโอกาสถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ถึง 50% ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะมีอาการเป็นๆหายๆ ไม่สามารถหายขาดได้ 

คุณมีอาการของโรคภูมิแพ้อยู่รึเปล่า?

ถ้าคุณมีอาการต่อไปนี้ อย่าปล่อยไว้นาน…รีบปรึกษาแพทย์ทันที! ผู้ป่วยภูมิแพ้จะมีอาการที่ชัดเจน ถ้าได้สัมผัสกับสิ่งกระตุ้น หรือ สารก่อภูมิแพ้ ทำให้มีอาการไอเรื้อรัง ไอบ่อยไม่หายสักที คัดจมูก มีน้ำมูกไหลในตอนเช้า คล้ายอาการของหวัดเเต่หายยาก ผิวหนังมีผื่นคัน ผิวหนังอักเสบ คันบริเวณ ตา คอ หู หรือคันบริเวณเพดานปาก มีอาการหอบหืด เเน่นหน้าอก ไซนัสอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบบ่อยๆ ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดจากสารก่อภูมิแพ้กระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดขาวเเละภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายผู้ป่วยเกิดอาการแพ้นั่นเอง โดยสามารถเเบ่งอาการภูมิเเพ้หลักๆ คือ โรคภูมิแพ้ตา โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศ เเละโรคภูมิแพ้ชนิดรุนแรงที่มีอาการหลายระบบ

การรักษาและป้องกันโรคภูมิแพ้ไม่ให้ลุกลาม

คำแนะนำง่ายๆ ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้อาการภูมิเเพ้รุนเเรงมากขึ้น หลังจากที่ทราบเเล้วว่าป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ เมื่อมาพบเเพทย์ครั้งแรก สิ่งเเรกที่แพทย์จะทำคือ การซักถามประวัติผู้ป่วยอย่างละเอียด

 เเละประเมินอาการของผู้ป่วยเบื้องต้น เพื่อประเมินความรุนแรงและหาต้นตอของอาการภูมิแพ้ หลังจากนั้นเเพทย์จะทำการรักษา ผู้ป่วยตามชนิดภูมิแพ้ที่ตรวจพบ โดยมีวิธีการรักษาดังนี้

  • การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้

เป็นการรักษาโรคภูมิแพ้ด้วยวิธีง่ายๆ ที่คุณสามารถทำได้เอง  คือ การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ที่ทำให้เกิดอาการแพ้ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดี รวมถึงหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมภายนอกด้วย เช่น ควัน ฝุ่นละออง มลพิษในอากาศ เป็นต้น

  • การรักษาภูมิแพ้ด้วยยา

ขั้นตอนการรักษาภูมิแพ้ ที่นิยมใช้ในผู้ป่วยภูมิแพ้ที่มีอาการไม่รุนเเรงมากนัก ซึ่งปัจจุบันยารักษาภูมิแพ้ มีทั้งชนิดรับประทาน คือ ยาต้านฮีสตามีน หรือ ยาแก้เเพ้ ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง คุณสมบัติของยาจะออกฤทธิ์ได้นานถึง 24 ชั่วโมง อีกชนิดหนึ่งคือ ยาชนิดพ่นทางจมูก เป็นยาที่ส่งผลดีกับผู้ป่วยหากใช้อย่างต่อเนื่อง ช่วยลดอาการอักเสบของเยื่อจมูก ลดอาการแทรกซ้อนที่ทำให้เกิดไซนัสได้

 

มีวิธีไหนบ้างที่ทำให้รู้ต้นตอของภูมิแพ้?

เพียงแค่รู้ว่าแพ้อะไร..ก็เอาชนะภูมิแพ้ได้ง่ายๆแล้ว วิธีที่จะทำให้รู้ว่าผู้ป่วยแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใดนั้น จะใช้การทดสอบภูมิแพ้ เพื่อให้เเพทย์สามารถแยกชนิดของโรคภูมิแพ้ เเละรักษาได้เเม่นยำ ตรงจุด ที่สำคัญคือ เป็นประโยชน์กับผู้ป่วยภูมิเเพ้ ในการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้นั้นๆได้ดีมากขึ้นด้วย ซึ่งการตรวจวินิจฉัยโรคภูมิแพ้สามารถทำได้ 2 วิธีหลักๆ

  • การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง

วิธีการทดสอบหาสารก่อภูมิแพ้ที่นิยมใช้มากที่สุด ข้อดีคือสามารถทำได้ง่าย เเละใช้เวลาเพียง 15-20 นาทีในการทดสอบ โดยวิธีการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังนั้น ผู้ป่วยต้องงดยาเเก้แพ้ 7 วัน ก่อนทำการทดสอบ เพื่อให้ผลการทดสอบมีความเเม่นยำมากที่สุด เเต่วิธีนี้อาจส่งผลกับผู้ป่วยภูมิแพ้บางราย ที่มีอาการผิวหนังอักเสบ เเละผู้ป่วยที่มีอาการเเพ้กำเริบรุนเเรง ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้การทดสอบด้วยวิธีการเจาะเลือดแทน

  • การทดสอบภูมิแพ้โดยการเจาะเลือด

วิธีการทดสอบที่ทำได้กับผู้ป่วยทุกคน ไม่เสี่ยงต่ออาการแพ้ทั่วร่างกาย ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องงดยาแก้แพ้ก่อนการตรวจ ใช้ระยะเวลารอผลอีกประมาณ 7- 10 วัน ซึ่งการเจาะเลือดเพียงครั้งเดียว ก็สามารถทราบชนิดของสารก่อภูมิแพ้ในร่างกายได้หลายชนิด เเพทย์มักใช้วิธีเจาะเลือดในผู้ป่วย ที่ไม่สามารถทำการทดสอบทางผิวหนังได้ 

ตัวอย่างสารก่อภูมิแพ้

  • ไรฝุ่น
  • สัตว์เลี้ยง
  • เเมลงสาบ
  • เกสรหญ้า
  • ควัน (ที่เกิดจากการเผาไหม้ต่างๆ)
  • สเปรย์น้ำหอม
  • สเปรย์ปรับอากาศ
  • ยาฆ่าเเมลง
  • ธัญพืชชนิดต่างๆ
  • น้ำนม
  • ไข่
  • อาหารทะเล
  • ผลไม้

 

อย่าปล่อยให้ “ภูมิแพ้” มีผลต่อการดำเนินชีวิตของคุณ อาการของโรคภูมิแพ้ทำให้ความคล่องแคล่วในการทำงานลดลง  สร้างความรำคาญกับผู้ป่วยภูมิแพ้อย่างมาก โดยที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจคิดว่าอาการแพ้ของตนเองไม่รุนเเรง จึงปล่อยไว้ไม่ไปรักษา ทำให้อาการลุกลามมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมันส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างเงียบๆพอคุณรู้ตัวอีกที อาการก็อาจลุกลามเเละรุนแรมมากขึ้น ดังนั้นถ้ารู้แล้วว่าตัวเองมีอาการคล้ายกับโรคภูมิแพ้เเล้วล่ะก็ สิ่งที่ควรต้องทำคือ หมั่นออกกำลังกาย ดูเเลสุขภาพร่างกายให้เเข็งแรงอยู่เสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เเละหากสังเกตพบว่าตนเองมีอาการชัดเจนมากขึ้น ควรรีบปรึกษาเเพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที จะได้ป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพ้ลุกลามต่อไป

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : นายเเพทย์ รพี เลิศพงศ์พิรุฬห์ อายุรแพทย์ คลินิกหมอรพี เชียงใหม่

…………………………………………………………………………………………….

สอบถามเพิ่มเติมที่ : คลินิกหมอรพี เชียงใหม่ (Rapee Medical Clinic ChiangMai)

เปิดทุกวัน 16:00-20:00 น. (จันทร์-ศุกร์) และ 09:00-18:00 น. (เสาร์-อาทิตย์)

โทร : 096-6961-999 

Leave a Reply

Your email address will not be published.