เบาหวาน (หมอรพี)

เบาหวาน (หมอรพี)

โรคเบาหวาน รู้ทันอาการ เบาใจได้

เมื่อพูดถึง “โรคเบาหวาน” ทุกคนคงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจโรคนี้อย่างถ่องแท้  แน่นอนว่าโรคเบาหวานมักจะมาพร้อมกับความเข้าใจผิดๆ ไม่ว่าจะเป็น การทานน้ำตาลมากๆจะทำให้เป็นเบาหวาน  เบาหวานเป็นโรคของคนอ้วนเท่าน้ัน หรือ โรคเบาหวานเป็นโรคของคนแก่ และอีกมากมาย ซึ่งในบทความนี้คุณจะได้รับความรู้ดีๆ จากเเพทย์ประจำ คลินิกหมอรพี จังหวัดเชียงใหม่ ที่จะมาตอบทุกข้อสงสัยและปรับความเข้าใจ เกี่ยวกับโรคเบาหวานให้กระจ่างมากยิ่งขึ้น

โรคเบาหวานคืออะไร ทำไมถึงเรียกว่า ‘เบาหวาน’

ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง เกิดจากประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลิน (Insulin)     ในร่างกายลดลง ทำให้ร่างกายมีความบกพร่องเกี่ยวกับการสร้างฮอร์โมนอินซูลิน กระบวนการดูดซึมน้ำตาลในเลือดผิดปกติ จนเกิดน้ำตาลสะสมในเลือดมากเกินไป จึงเกิดโรคเเทรกซ้อนอื่นๆขึ้นได้ง่าย เช่น โรคทางระบบเส้นเลือดและหัวใจ โรคแทรกซ้อนทางไต โรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท เป็นต้น ซึ่งโรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย ในประเทศไทยมีสถิติการป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ พบได้ตั้งแต่อายุ 20 ถึง 27 ปี โดยสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ คนรุ่นใหม่มีภาวะเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานกันมากขึ้น เนื่องจากรูปแบบการใช้ชีวิตในปัจจุบันนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ตรวจ ‘เบาหวาน’ ให้มั่นใจ ปลอดภัยไว้ก่อน

คุณอาจไม่รู้ตัวว่า…คุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานได้  ถึงแม้ว่าคุณอาจไม่ได้เป็นโรคเบาหวานก็ตาม เราแนะนำให้ตรวจเลือดเพื่อหาภาวะก่อนเป็นเบาหวาน เพื่อการดูแลตัวเองที่ถูกต้อง และป้องกันโรคเบาหวานได้อย่างทันท่วงที โดยสามารถตรวจโรคเบาหวานด้วยการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดวิธีต่างๆ ดังนี้ การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดสะสม (A1C) เป็นวิธีการตรวจหลักในการรักษาโรคเบาหวาน สามารถติดตามอาการเพื่อควบคุมโรคเบาหวานได้เป็นอย่างดี ซึ่งวิธีนี้ผู้รับการตรวจไม่จำเป็นต้องอดอาหารก่อนการตรวจ เป็นการตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดเฉลี่ยในช่วงระยะเวลา 3 เดือน การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (Fasting plasma glucose : FPG) ผู้ตรวจต้องอดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 8 ชั่วโมง การตรวจระดับน้ำตาลที่เวลาใดๆ (RPG) สามารถตรวจได้ทุกเวลาตามการพิจารณาของแพทย์ และวิธีสุดท้ายคือ การตรวจที่ใช้สำหรับโรคเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์

สัญญานเตือนว่าคุณอาจเป็นโรคเบาหวาน

หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ นั่นแสดงว่า “เบาหวานอาจเกิดขึ้นกับคุณ”  ปกติแล้วโรค         เบาหวานจะไม่แสดงอาการให้เห็นชัดเจน จึงต้องรีบปรึกษาแพทย์ให้ทันท่วงที เมื่อมีอาการเบื้องต้นเหล่านี้ เช่น ปัสสาวะบ่อยขึ้น หิวน้ำมากในช่วงกลางคืน มีอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักลดลงเร็วผิดปกติ เป็นแผลแล้วหายช้า ชาบริเวณปลายมือปลายเท้า หิวบ่อยทานเยอะ รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น มีพ่อแม่ พี่น้อง เป็นโรคเบาหวาน มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน เป็นโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น อย่างไรก็ตามหากมีอาการคล้ายที่กล่าวมา อย่าชะล่าใจแล้วปล่อยทิ้งไว้นาน ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที เพราะบางครั้งกว่าอาการจะแสดงออกให้เห็นชัดเจน โรคเบาหวานอาจกำลังลุกลามในร่างกายมากขึ้นเรื่อยๆอยู่ก็ได้

โรคเบาหวานมีกี่ชนิด?

  • โรคเบาหวานชนิดที่ 1  : เกิดจากตับอ่อนมีภาวะผิดปกติ ไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้ สาเหตุบางส่วนเกิดจากพันธุกรรม มักพบในเด็กและวัยรุ่นในอัตราร้อยละ 5 ของผู้ป่วยเบาหวานในไทย ถึงแม้ว่าในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดนี้ได้แน่ชัด แต่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ โดยการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย และควบคุมคอเลสเตอรอลในร่างกายตามที่แพทย์กำหนด
  • โรคเบาหวานชนิดที่ 2 : เกิดจากตับอ่อนสร้างโฮร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลินลดลง หรือ อาจเกิดจากพันธุกรรมและภาวะดื้ออินซูลินของร่างกาย มักพบในผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ในอัตราร้อยละ 95 ของผู้ป่วยโรคเบาหวานในไทย ซึ่งอาการของโรคเบาหวานชนิดนี้ จะไม่มีอาการเฉียบพลัน หากผู้ป่วยมีรับการรักษาที่ถูกต้องและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการแทรกซ้อนเรื้อรังต่างๆตามมาได้
  • โรคเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ : โรคเบาหวานชนิดนี้สามารถเกิดขึ้นได้ระหว่างการตั้งครรภ์ เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ ซึ่งส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์ร่วมถึงคุณแม่ได้ มักตรวจพบในคุณแม่ที่มีอายุครรภ์ช่วงอาทิตย์ที่ 24 ถึง 28 และส่วนใหญ่พบว่าร้อยละ 40 ผู้หญิงที่เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ตามมาได้ในอนาคต
  • โรคเบาหวานที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ : เช่น โรคของตับอ่อน โรคเบาหวานที่เกิดจากความผิดปกติของสารพันธุกรรม ความผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกาย รวมถึงการได้รับยากลุ่มยาสเตียรอยด์ หรือ สารเคมี เป็นต้น

รักษาเบาหวาน ก่อนลุกลามให้หนักใจ

ปัจจุบันการแพทย์พัฒนาขึ้นมาก มีทางเลือกให้ผู้ป่วยเบาหวานได้เลือกรับการรักษามากกว่าในอดีต มีผลข้างเคียงน้อยมาก ผู้ป่วยสามารถควบคุมความรุนแรงและบรรเทาอาการของโรคเบาหวาน ไม่ให้รุนแรงจนลุกลามมากขึ้นได้ด้วยการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในระดับที่คงที่มากที่สุด รวมถึงการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆได้ง่ายๆ โดยที่ผู้ป่วยสามารถปรึกษาอายุแพทย์ในการรักษาตาม สถานพยาบาล คลินิกเวชกรรม ใกล้บ้าน ซึ่งแพทย์จะประเมินอาการผู้ป่วย เพื่อรักษาด้วยวิธีการทานยา และ การฉีดอินซูลิน โดยแพทย์จะทำการรักษาด้วยการการปรับยาให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิต ตามไลฟ์สไตล์ของผู้ป่วยให้มากที่สุด ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ป่วยเบาหวานจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ทานยาต่อเนื่องอย่างมีวินัย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : นายเเพทย์ รพี เลิศพงศ์พิรุฬห์ อายุรแพทย์ คลินิกหมอรพี เชียงใหม่

…………………………………………………………………………………………….

สอบถามเพิ่มเติมที่ : คลินิกหมอรพี เชียงใหม่ (Rapee Medical Clinic ChiangMai)

เปิดทุกวัน 16:00-20:00 น. (จันทร์-ศุกร์) และ 09:00-18:00 น. (เสาร์-อาทิตย์)

โทร : 096-6961-999

Leave a Reply

Your email address will not be published.