HIV and AIDS

HIV and AIDS

เอชไอวี และ เอดส์ รู้ให้ทัน ป้องกันได้!

รู้หรือไม่ว่า เอชไอวี (HIV) และ โรคเอดส์ (AIDS) แตกต่างกัน คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่า การติดเชื้อเอชไอวี หมายถึง ติดเอดส์ หรือเป็นโรคเอดส์ แท้จริงแล้ว “เอชไอวี” คือเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเอดส์นั่นเอง ซึ่งจากสถิติองค์การอนามัยโลกเปิดเผยว่า นับตั้งแต่มีการระบาดของไวรัสจนถึงปี 2019 มีผู้ติดเชื้อ 

เอชไอวี จำนวน 77.3 ล้านคนทั่วโลก ในประเทศไทยเองมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ ปีละ 10,000-20,000 คน  และจากสถิติในจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงเดือน มกราคม ถึง เมษายน ปี2562 มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่า 400 ราย โดยพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีมากที่สุด

เอชไอวี (HIV) ต่างกับ โรคเอดส์ อย่างไร?

อย่าด่วนตัดสิน หากคุณยังไม่เข้าใจ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “เอชไอวี” ไม่ใช่โรค แต่เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งผู้ที่ถ้าได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย ทางการแพทย์ไม่เรียกว่า “ผู้ป่วย” แต่จะเรียกว่า ผู้มีเชื้อเอชไอวี หรือ ผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี เพราะร่างกายยังไม่แสดงอาการใดๆ ในช่วง 2 – 3 สัปดาห์หลังรับเชื้อ โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ติดเชื้อรายใหม่จะไม่รู้ตัวว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวี ในระยะที่ 1 หรือระยะไม่มีอาการ ในขณะที่ “โรคเอดส์” เป็นกลุ่มอาการที่เกิดมาจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี แล้วเข้าสู่ระยะที่มีอาการเอดส์ ซึ่งเม็ดเลือดขาวจะถูกทำลาย ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำกว่าปกติ  หรือที่เรียกว่า “ภูมิคุ้มกันบกพร่อง” ทำให้ผู้ติดเชื้อมีโรคแทรกซ้อนได้ง่ายกว่าคนปกติ ซึ่งบางโรคสามารถป้องกันให้ไม่มีอาการป่วยได้ บางโรคสามารถรักษาได้ โดยการไม่รับเชื้อเพิ่ม และการทายยาต้านไวรัสเป็นประจำตามที่แพทย์กำหนด แน่นอนว่าสุขภาพร่างกายก็จะแข็งแรงเหมือนปกติ

รู้ได้อย่างไรว่า ติดเชื้อเอชไอวี (HIV)

หากคุณไม่มั่นใจ สามารถตรวจเลือดภายใน 10 – 15 นาทีเท่านั้น การที่จะรู้ว่าติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นคือ การตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี (HIV Test) เป็นวิธีการที่รวดเร็ว เเม่นยำ เเละง่ายมากที่สุด ซึ่งในปัจจุบันมีให้บริการหลายแห่ง ในจังหวัดเชียงใหม่เองก็มีหลากหลายแห่งด้วยกัน เช่น ศูนย์สุขภาพ โรงพยาล หรือ คลินิกในเชียงใหม่ หากคุณไม่มั่นใจ หรือ เป็นกังวลใจ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม วิธีการตรวจเลือดจะเป็นทางออกทีดีที่สุด ที่ทำให้คุณรู้ตัวตั้งแต่เนิ่นๆ และลดความกังวลต่างๆลงได้

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสาเหตุของการ ติดเชื้อเอชไอวี

ปัจจุบันยังมีความเข้าใจผิดว่า  สาเหตุของการติดเชื้อเอชไอวี มาจากการใช้ภาชนะอาหารร่วมกัน การใช้ห้องน้ำร่วมกัน รวมถึงการสัมผัสร่างกายผู้ติดเชื้อ การจับมือ กอด จูบ ซึ่งที่จริงแล้วการกระทำที่หมดนี้ ไม่ได้เป็นสาเหตุที่สามารถทำให้ติดเชื้อเอชไอวีได้เลย สาเหตุที่แท้จริงคือ สามารถติดเชื้อเอชไอวีได้โดยการรับ เลือด อสุจิ หรือ ของเหลวจากช่องคลอด เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน และการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น หรือเกิดจากแม่ที่มีเชื้อเอชไอวีสู่ลูกในระหว่างตั้งครรภ์

อาการของผู้ติดเชื้อเอชไอวี แบ่งออกเป็นกี่ระยะ ?

  1. ระยะเฉียบพลัน หรือ โรคเอดส์ระยะแรก (Acute HIV Infectious) เป็นระยะแรกของการติดเชื้อเอชไอวี จะเกิดขึ้นหลังจากติดเชื้อ 2-4 อาทิตย์ และมีความเสี่ยงสูงที่ไวรัสจะแพร่กระจายสู่คนอื่นได้ง่าย โดยจะมีอาการที่เห็นได้ชัด คือ น้ำหนักลด ปวดหัวมีไข้ มีผืนขึ้นตามผิวหนัง ปวดตามร่างกาย ต่อมน้ำเหลืองบวม เป็นต้น
  2.  ระยะอาการสงบ (Clinical Latency Stage) ระยะนี้ร่างกายของผู้ติดเชื้อจะไม่แสดงออกให้เห็นชัดเจน เพราะเป็นระยะที่เชื้อไวรัสเพิ่มจำนวนได้น้อย แต่ยังสามารถแพร่กระจายสู่คนอื่นได้ ผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาต้านไวรัส เพื่อควบคุมอาการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งระยะนี้อาจใช้เวลากว่า 10 ปี หรือผู้ป่วยบางคนอาจจะน้อยกว่านั้น
  3. ระยะสุดท้าย หรือ ระยะเอดส์ (AIDS) เป็นระยะที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องจนไม่สามารถต้านเชื้อโรคต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกายได้ ทำให้ผู้ป่วยโรคแทรกซ้อนได้ง่ายและหลากหลายรูปแบบ เช่น ผู้ป่วยระยะเอดส์ที่ติดเชื้อวัณโรคปอด จะมีอาการไอเป็นเลือด มีไข้เรื้งรัง หรือ โรคแทรกซ้อนที่เกี่ยวกับประสาท จะมีอาการแขนขาอ่อนแรง ความจำเสื่อม มีอาการของโรคซึมเศร้ารวมอยู่ด้วย

วิธีการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและเอดส์

“เอดส์” รู้ก่อน รักษาก่อน การรักษาอาการติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ จะใช้ยาหลายชนิดร่วมกันมากกว่า 25 ชนิด เพื่อป้องกันการดื้อยาของผู้ป่วย ทางการแพทย์เรียกว่า ยาต้านรีโทรไวรัส (Antiretroviral drugs) หรือ ARV ออกฤทธิ์ช่วยต้านการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี เป็นการควบคุมไม่ให้เชื้อไวรัสแพร่ขยายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อเอชไอวีสู่ผู้อื่น และที่สำคัญทำให้ผู้ติดเชื้อมีชีวิตได้ยาวนานมากขึ้น

การทานยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ เพียงระยะเวลาหกเดือนจะทำให้ระดับไวรัสลดลง จนอยู่ในระดับที่ไม่สามารถตรวจพบเชื้อไวรัสในเลือด และไม่สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ เป็นกลไกที่การรักษาที่เรียกว่า U=U (Undetectable = Untransmittable) หรือภาษาไทยคือ “ไม่เจอเท่ากับไม่แพร่” 

ดังนั้นคำถามที่ว่า ผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีสามารถมีคู่รักได้หรือไม่? คำตอบทางการแพทย์ในปัจจุบันนี้สามารถตอบ ได้คือ ผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีสามารถมีคู่รักได้ปกติ ไม่ว่าคู่รักจะติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ก็ตาม โดยที่คู่รักควรพาผู้ติดเชื้อมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง และผู้ติดเชื้อจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ทานยาต้านไวรัสสม่ำเสมอ มีวินัยในตัวเอง และรับการตรวจเช็คร่างกายจากแพทย์เป็นประจำ ก็จะสามารถควบคุมปริมาณไวรัสในร่างกาย ทำให้ไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อเอชไอวีไปสู่คู่รักได้  ที่สำคัญยังสามารถมีลูกได้อย่างปลอดภัย โดยสามีหรือภรรยาที่ทั้งสองฝ่ายติดเชื้อ หรือ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งติดเชื้อ ก็จะสามารถมีบุตรได้โดยไม่ติดเชื้อ ซึ่งคุณแม่ที่มีเชื้อเอชไอวีแล้วตั้งครรภ์นั้นจะมีสุขภาพแข็งแรงเหมือนคนปกติ ที่สำคัญคือคุณแม่จะต้องฝากครรภ์และรับยาต้านไวรัสเอชไอวีจากแพทย์ให้เร็วที่สุด

ยาสำหรับผู้ที่ “ไม่มีเชื้อเอชไอวี” แต่มีความเสี่ยงสูง 

พัฒนาการทางการแพทย์รูปแบบใหม่ ที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ได้สูงสุดถึง 92% ลดความเสี่ยงการติดเชื้อเอชไอวี กรณีก่อนที่จะมีการสัมผัสกับเชื้อไวรัสเอชไอวี มีชื่อว่า ยาเพร็ป (PreExposure Prophylaxis : PrEP) สำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง ซึ่งจะต้องเป็นผู้ที่ไม่มีเชื้อเอชไอวีมาก่อน เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย หรือ คู่สัมพันธ์มีเชื้อเอชไอวี เป็นการทานยาสองชนิดร่วมกันระหว่าง ยาทีโนโฟเวียร์ (TDF) และ ยาเอมทริซิตาบีน (FTC) ก่อนที่จะมีการสัมผัสเชื้อ

ยาสำหรับผู้ที่ “ไม่มีเชื้อเอชไอวี” แต่พึ่งได้รับเชื้อ

ยาที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อเอชไอ ก่อนเสี่ยงที่จะติดเชื้อเอชไอวี หรือเรียกว่า ยาเป๊ป (Post -Exposure Prophylaxis :PEP ) เป็นยาฉุกเฉินที่ต้องทานให้เร็วที่สุด หลังได้รับเชื้อเอชไอวี ภายในเวลา 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน เพื่อฤทธิ์ของยาจะได้เข้าสู่ร่างกาย และสร้างภูมิคุ้มกันต้านกับเชื้อไวรัสเอชไอวี ก่อนที่เชื้อไวรัสจะแพร่กระจายในร่างกาย หลังจากภาวะเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ซึ่งยา PEP ต้องทานอย่างต่อเนื่องในเวลาระยะเวาลา 1เดือน และทานยาต้านไวรัสเอชไอวีร่วมด้วย หากใช้อย่างถูกต้องตามคำแนะนำของแพทย์แล้วละก็ จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีได้มากกว่า 90% เลยทีเดียว

การอยู่ร่วมกับ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี อย่างเข้าใจ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนใน ‘ครอบครัว’ มีความสำคัญต่อจิตใจผู้ติดเชื้อเอชไอวีอย่างมาก คำถามคือ ครอบครัวหรือคนรอบข้าง ควรมีความเข้าใจเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน? ซึ่งในปัจจุบันปัญหาการถูกเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ ยังมีความไม่เท่าเทียมในสังคมไทย ทำให้ผู้มีความเสี่ยง หรือ ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี หลายคนไม่กล้าไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเลือด และรับการรักษาอย่างทันท่วงที เพราะกลัวคนรอบข้างไม่ยอมรับ กลัวการถูกตีตราในสังคม และ กลัวถูกเลือกปฏิบัติ ทำให้ขาดการป้องกันที่ถูกต้อง จนเกิดการแพร่กระจายของเชื้อเอชไอวีสู่ผู้อื่น คลินิกหมอรพี เชียงใหม่ เราจึงขอแนะนำสิ่งที่ควรปฏิบัติ สำหรับคนในครอบครัวและคนรอบข้างของผู้ติดเชื้อเอชไอวีให้มีความเข้าใจมากขึ้น ด้วยการปฏิบัติตัวต่อผู้ป่วยเหมือนคนปกติทั่วไป ใช้ชีวิตประจำวันอย่างปกติ ไม่แสดงพฤติกรรมที่ทำให้ผู้ติดเชื้อรู้สึกแปลแยก เปิดใจรับฟังปัญหา ให้คำปรึกษาในการรักษาที่ถูกต้อง ดูแลด้านการรับประทานอาหาร แนะนำผู้ติดเชื้อให้รับประทานอาหารที่อย่างเหมาะสมควรบริโภคอาหารที่ปรุงสุก  มีประโยชน์ต่อสุขภาพ มีสารอาหารครบถ้วน เน้นความสะอาดของวัตถุดิบและเครื่องใช้ต่างๆ แนะนำให้ผู้ติดเชื้อรับประทานยาเป็นประจำ หากมีความกังวลควรแนะนำให้ปรึกษาแพทย์โดยตรงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : นายเเพทย์ รพี เลิศพงศ์พิรุฬห์ อายุรแพทย์ คลินิกหมอรพี เชียงใหม่

…………………………………………………………………………………………….

สอบถามเพิ่มเติมที่ : คลินิกหมอรพี เชียงใหม่ (Rapee Medical Clinic ChiangMai)

เปิดทุกวัน 16:00-20:00 น. (จันทร์-ศุกร์) และ 09:00-18:00 น. (เสาร์-อาทิตย์)

โทร : 096-6961-999

Leave a Reply

Your email address will not be published.