แพทย์ให้คำปรึกษาผู้ป่วยเรื่องยา HIV และการรักษา HIV ที่ฮักษาคลินิก คลินิกตรวจสุขภาพมาตรฐาน

‘รู้เร็ว รักษาเร็ว’ เมื่อยาใหม่กดไวรัส HIV ได้ใน 3 เดือน!

เคยไหม… เวลาไม่สบายนิดหน่อย แล้วหัวมันคิดไปไกลว่า “หรือเรากำลังจะเป็นอะไรหนักๆ” ทีนี้ลองคิดดูว่า ถ้าวันหนึ่งเราเดินเข้าไปตรวจสุขภาพ แล้วหมอบอกว่า “คุณติดเชื้อ HIV นะครับ” หัวใจคงหล่นไปถึงพื้น

แต่ความจริงในปี 2024 คือ HIV ไม่ใช่จุดจบของชีวิตอีกต่อไปแล้ว

มันคือ “โรคเรื้อรังที่ควบคุมได้” เหมือนเบาหวาน เหมือนความดัน แค่รู้ให้เร็ว รักษาให้ต่อเนื่อง คุณมีชีวิตยืนยาวได้เหมือนคนทั่วไปทุกอย่าง และนี่ก็คือความจริงที่คนไทยจำนวนมากยังไม่รู้ด้วยซ้ำ


ทำไม “คนธรรมดา” ถึงติด HIV ได้?

ถ้าพูดกันตรงๆ แล้วนั้น ปัญหาใหญ่ไม่ใช่ “พฤติกรรมเสี่ยง” อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่คือ ความประมาทที่มาพร้อมกับความไว้ใจ

หลายคนคิดว่า “เขาไม่น่าใช่คนเสี่ยงหรอก ดูสุขภาพดี” แต่สถิติปี 2567 จากกรมควบคุมโรคบอกอีกอย่าง เพราะสถิติบอกว่าประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 8,000-10,000 คนต่อปี และมากกว่าครึ่งไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงแบบที่เราเคยคิด แต่เป็นชายหญิงทั่วไปที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน

สาเหตุหลักที่ทำให้คนติดเชื้อโดยไม่รู้ตัวมีอยู่ไม่กี่ข้อ:

  • ขาดความรู้เรื่องการป้องกันและการตรวจเลือด
  • มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยาง แม้กับคนที่ไว้ใจ
  • คิดว่า “HIV เกิดกับคนอื่น ไม่ใช่ตัวเอง”
  • ไม่เคยไปคลินิกตรวจสุขภาพเพื่อตรวจเลือดหา HIV เลยสักครั้ง

ผลที่ตามมาคือ หลายคนไม่รู้ตัวจนอาการลุกลามเป็น AIDS หรือภูมิคุ้มกันต่ำจนร่างกายอ่อนแรง ซึ่งถึงตอนนั้นการรักษาก็ยากขึ้นหลายเท่า


แล้ว HIV รักษาได้จริงหรือ?

คำตอบคือ ได้ และได้ผลดีกว่าที่หลายคนคิดด้วย การแพทย์ปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก ถ้าตรวจพบเชื้อเร็วและเริ่มรักษา HIVทันทีด้วยยาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy หรือ ART) ไวรัสในเลือดจะถูกกดจนถึงระดับ “ตรวจไม่พบ” ภายใน 2-6 เดือน

และเมื่อไวรัสต่ำจนตรวจไม่เจอ มันจะ ไม่สามารถแพร่ต่อให้คนอื่นได้อีก แนวคิดนี้เรียกว่า U=U (Undetectable = Untransmittable) ซึ่งเป็นหลักการที่ได้รับการยืนยันจากองค์กรสาธารณสุขทั่วโลก

แพทย์หลายท่านในประเทศไทยยืนยันตรงกันว่า คนที่กินยา HIV อย่างต่อเนื่องสามารถมีอายุยืนยาวเทียบเท่าคนทั่วไป ทำงานได้ แต่งงานได้ มีลูกได้ และใช้ชีวิตปกติทุกอย่าง


รักษา HIV ที่ฮักษาคลินิก รักษาเอดส์และรักษา HIV แบบปกปิดข้อมูล Dolutegravir

ยาใหม่ Dolutegravir ทำไมถึงเปลี่ยนเกมการรักษา HIV ไปอย่างสิ้นเชิง?

ในอดีต คนติด HIV ต้องกินยาหลายเม็ดต่อวัน ยารุ่นเก่าอย่าง Efavirenz หรือ Tenofovir รุ่นแรกๆ มักมีผลข้างเคียงหนัก เช่น คลื่นไส้ เวียนหัว ฝันร้าย หรือมีผลต่อตับและไต ทำให้หลายคนทนไม่ไหวจนต้องหยุดยา

แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปมากแล้ว เพราะแนวทางการรักษา HIV ของประเทศไทย (Thai National Guidelines 2023) แนะนำสูตรยาหลักคือ Dolutegravir-based Regimen เช่น Tenofovir + Lamivudine + Dolutegravir (TLD regimen) ซึ่งเป็นสูตรเดียวกับที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ใช้ทั่วโลก

ตัวเลขจากงานวิจัยสำคัญๆ ยืนยันประสิทธิภาพของยาสูตรใหม่นี้:

  • งานวิจัยใน NEJM ปี 2019 พบว่า Dolutegravir ควบคุมไวรัสได้ถึง 95% ภายใน 6 เดือน และโอกาสดื้อยาน้อยกว่าสูตรเก่าถึง 70%
  • งานวิจัยใน The Lancet HIV ปี 2021 ติดตามผู้ใช้ยาเป็นเวลา 144 สัปดาห์ พบว่า 9 ใน 10 รายไวรัสถูกกดต่อเนื่อง และมีผลข้างเคียงรุนแรงน้อยกว่า 3%
  • งานวิจัยจากโรงพยาบาลศิริราช ปี 2566 รายงานว่าคนไทยที่ใช้สูตรนี้ กดไวรัสได้ภายใน 6 เดือนถึง 97.8% โดยไม่มีรายงานภาวะดื้อยาที่สำคัญ

ข้อดีของ ยา HIV สูตรใหม่

เมื่อเทียบกับยารุ่นเก่า ยา HIV สูตร Dolutegravir มีข้อดีหลายประการที่ทำให้การรักษาง่ายขึ้นและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

  • กินวันละแค่ 1 เม็ด ไม่ต้องจำยาหลายตัว ใช้ชีวิตได้ปกติ
  • ผลข้างเคียงน้อยมาก ไม่มีอาการเวียนหัว ฝันร้าย แบบยารุ่นเก่า
  • ดื้อยายาก ลดปัญหาการรักษาล้มเหลวในระยะยาว
  • ควบคุมไวรัสได้เร็ว ภายใน 2-3 เดือน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ตรวจไม่พบไวรัสแล้ว
  • ปลอดภัยในทุกกลุ่ม รวมถึงผู้หญิง ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์

สำหรับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นบ้างในช่วงแรก เช่น นอนไม่หลับนิดหน่อย ปวดหัว หรือคลื่นไส้เบาๆ มักจะหายไปภายใน 1-2 สัปดาห์เมื่อร่างกายปรับตัวได้ ซึ่งถือว่าเบากว่ายารุ่นเก่ามาก จึงเหมาะกับคนทำงานอายุ 30-50 ปีที่ต้องรักษาไปด้วยและใช้ชีวิตไปด้วย


ผลข้างเคียงจากยาที่น้อยจนแทบไม่รู้สึก

บางคนอาจมีอาการช่วงแรก นอนไม่หลับนิดหน่อย ปวดหัว หรือคลื่นไส้เบาๆ แต่มักหายใน 1-2 สัปดาห์เมื่อร่างกายปรับตัวได้

เทียบกับสูตรเก่าที่ทำให้ฝันร้าย วิตกกังวล หรือมีผลต่อตับไตแล้ว ยา Dolutegravir เหมาะกับคนทำงานอายุ 30-50 ปีมากกว่าเยอะ เพราะทำให้หลายๆ คนสามารถรักษาไปด้วย และใช้ชีวิตไปด้วยได้


คนติด HIV กันยังไง?

คุณรู้ไหมว่า หลายคนยังเข้าใจผิดเรื่องนี้อยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มชายหญิงที่มีชีวิตครอบครัวหรือมีคู่นอนประจำ โดยสาเหตุของการติดเชื้อที่พบมากที่สุดในปัจจุบันมีดังนี้

  • มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน (ทั้งทางช่องคลอดและทวารหนัก)
  • ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
  • แม่ถ่ายทอดสู่ลูกขณะตั้งครรภ์ คลอด หรือให้นม

ส่วนการสัมผัสในชีวิตประจำวัน เช่น กินข้าวด้วยกัน จับมือ หรือใช้ของร่วม ไม่สามารถติดเชื้อได้

สิ่งที่ทำให้หลายคนเสี่ยงไม่ใช่พฤติกรรมที่ดูรุนแรง แต่คือ “ความไว้ใจ” ที่มาพร้อมความประมาท เช่น การมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ดูสะอาด รู้จักกันมานาน โดยไม่ป้องกัน นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของการติดเชื้อโดยไม่รู้ตัวในหลายกรณี


ตรวจเร็ว = ชีวิตที่ไม่ต้องกลัว

ยิ่งตรวจเร็ว ยิ่งรักษาได้ผลดี ถ้าเจอเชื้อในระยะต้นและเริ่มยาทันที ภายใน 2-6 เดือนไวรัสจะถูกกดจนตรวจไม่พบ คุณสามารถใช้ชีวิต ทำงาน ออกกำลังกาย และมีลูกได้ปกติ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะแพร่เชื้อให้ใคร

แต่ถ้าปล่อยไว้นานโดยไม่ตรวจ ภูมิคุ้มกันจะถูกทำลายไปเรื่อยๆ จนเกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น

  • ปอดอักเสบ
  • วัณโรค
  • เชื้อราในสมอง

ซึ่งเป็นภาวะที่รักษายากและอันตรายกว่ามาก การรักษาเอดส์ในระยะที่โรคลุกลามแล้วจึงยากและซับซ้อนกว่าการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ หลายเท่า


ความเชื่อผิดๆ ที่ยังต้องแก้

แม้การแพทย์จะก้าวหน้าไปไกล แต่สังคมไทยยังมี “มายาคติ” หลายอย่างที่ทำให้คนไม่กล้าตรวจ ไม่กล้ารักษา

  • “HIV เป็นโรคของคนสำส่อน” ความจริงคือ ใครก็ติดได้ถ้ามีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนหรือสถานะใดก็ตาม
  • “คนที่ดูแข็งแรง ไม่มีวันติด” แต่จริงๆ แล้ว ผู้ติดเชื้อหลายคนไม่มีอาการนานหลายปี แต่ไวรัสยังอยู่ในเลือดและแพร่ต่อได้
  • “ถ้าติดแล้ว ชีวิตจบ” ไม่จริง เพราะถ้าหากคุณกินยา HIV อย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถมีชีวิตที่ยืนยาว แต่งงาน และมีลูกที่ปลอดเชื้อได้

“กลัวคนรู้” อุปสรรคใหญ่ที่สุดของการตรวจ

ความจริงที่หลายคนไม่รู้คือ ข้อมูลสุขภาพถือเป็น “ความลับส่วนบุคคล” ที่กฎหมายคุ้มครองอย่างเข้มงวด แต่หลายคนก็ยังกลัว ไม่ว่าจะกลัวที่ทำงานรู้ กลัวครอบครัวรู้ หรือกลัวแฟนรู้

ฮักษาคลินิก เข้าใจความกังวลนี้ดี

เราจึงออกแบบระบบดูแลผู้ป่วย HIV โดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวสูงสุด ตั้งแต่การจองคิว ตรวจเลือด พบแพทย์ จนถึงรับยา ทุกขั้นตอนเก็บข้อมูลแบบปิด และไม่ต้องใช้ชื่อจริงถ้าคุณไม่ต้องการ

แพทย์และพยาบาลทุกคนผ่านการอบรม “Confidential HIV care” โดยเฉพาะ ข้อมูลของคุณจะไม่ถูกเปิดเผยต่อใคร ไม่ว่าจะเป็นคู่รัก ที่ทำงาน หรือหน่วยงานราชการ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากคุณก่อน

เพราะสำหรับฮักษาคลินิก “ความเป็นส่วนตัวไม่ใช่แค่สิทธิ แต่คือรากฐานของความสบายใจในการรักษา”


ป้องกันยังสำคัญที่สุด

แม้ HIV จะเป็นโรคที่ควบคุมได้แล้ว แต่สิ่งที่ดีที่สุดยังคงเป็นการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อตั้งแต่แรก วิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดคือ ถุงยางอนามัย ซึ่งลดความเสี่ยงได้กว่า 90% ถ้าใช้ถูกวิธีทุกครั้ง

สำหรับคนที่มีความเสี่ยงสูง ยังมีทางเลือกอื่นที่ปรึกษาแพทย์ได้ ไม่ว่าจะเป็น

  • PrEP ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ สำหรับคนที่ยังไม่ติดเชื้อแต่มีความเสี่ยง
  • PEP ยาหลังเสี่ยง ต้องกินภายใน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัสเชื้อ

แต่ทั้งสองอย่างนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น


ตรวจเลือดหา HIV ที่ฮักษาคลินิก รักษาเอดส์และรักษา HIV แบบปกปิดข้อมูล

ความกล้าเริ่มจาก “การตรวจครั้งแรก”

แพทย์หลายท่านพูดตรงกันว่า “HIV ไม่ได้ฆ่าชีวิต แต่ความกลัวที่จะตรวจต่างหากที่ทำร้ายคนมากที่สุด” ดังนั้น ถ้าคุณหรือคนใกล้ชิดเคยมีพฤติกรรมเสี่ยง ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม การตรวจเลือดคือการปกป้องอนาคตของตัวเอง และคนที่คุณรัก อย่ารอให้มีอาการ เพราะเมื่อถึงตอนนั้น มันอาจสายเกินไป

การรู้ก่อน คือการที่เราสามารถควบคุมโรคได้ก่อน และในยุคนี้ HIV คือโรคที่อยู่กับเราได้ ถ้าเรา “กล้ารู้ และกล้ารักษา”


ตรวจและดูแลอย่างปลอดภัยที่ฮักษาคลินิก

ฮักษาคลินิก มีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัวและโรคติดเชื้อ ประสบการณ์ดูแลผู้ติดเชื้อ HIV มากกว่า 10 ปี ให้บริการตรวจเลือด ยืนยันผล และเริ่มยาต้านไวรัสครบวงจร โดยเฉพาะสูตร Dolutegravir-based ที่เป็นมาตรฐานใหม่ของไทยและ WHO

ในฐานะคลินิกตรวจสุขภาพที่ได้มาตรฐาน เราเชื่อว่า “สุขภาพดีต้องมาพร้อมความสบายใจ” ความลับของคุณ คือสิ่งที่เราดูแลอย่างมืออาชีพ

ฮักษาคลินิก พร้อมให้บริการทั่วประเทศ ทั้งกรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงราย และจันทบุรี จองคิวตรวจแบบนิรนาม หรือรับคำปรึกษาออนไลน์ได้ทุกวัน

📍 ติดต่อฮักษาคลินิก

ตรวจ HIV อย่างปลอดภัย รักษาอย่างมั่นใจ และใส่ใจความเป็นส่วนตัว

🌐 www.hugsamedical.com